E1 Sport Call of Duty แนะนำเกมยิงแห่งสงครามที่มันที่สุดในโลก
บอกกล่าวแบบไม่ได้อวยกันเลยว่า ถ้าพูดถึงเกมยิงแนวสงครามที่มันทุกจังหวะ ไม่มีใครไม่รู้จัก Call of Duty (COD) เกมระดับตำนานจากค่าย Activision ที่ครองใจเกมเมอร์ทั่วโลกมานานหลายปี ด้วยความสมจริงของภาพ เสียงปืน และบรรยากาศในสนามรบที่เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหนังแอ็กชันจริงๆ
และตอนนี้ E1 Sport ก็ได้ยก Call of Duty มาอยู่ในแพลตฟอร์มอีสปอร์ตสุดฮิต ให้คุณได้ทั้งเล่น และเดิมพันแบบเรียลไทม์ ใครชอบเกมแนว FPS ต้องห้ามพลาด
Call of Duty คือเกมอะไร?
คำถามนี้ คนถามอาจจะเป็นมือใหม่ในวงการจริงๆ เพราะ Call of Duty ถือว่าเป็นเกมในตำนานที่โด่งดังทุกภาคตั้งแต่ภาคแรกที่มาในธีมสงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงภาคล่าสุด Call of Duty: Black Ops 6 ถือว่าทำได้ดีเสมอมา ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นทหารที่ต้องทำภารกิจ ยิง ต่อสู้ และเอาชีวิตรอดจากศัตรู
และเวอร์ชันยอดนิยมของเกมนี้ ได้แก่
- Call of Duty: Warzone (โหมด Battle Royale)
- Call of Duty: Modern Warfare (แนวสงครามยุคปัจจุบัน)
- Call of Duty: Black Ops (แนวจารกรรมและภารกิจลับสุดมัน)
- Call of Duty Mobile (CODM) เล่นได้ในมือถือ
วิธีเล่น Call of Duty สำหรับมือใหม่
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในโลกของ Call of Duty (COD) อาจจะรู้สึกว่าเกมมันค่อนข้างซับซ้อน ทั้งอาวุธเยอะ โหมดเพียบ และผู้เล่นแต่ละคนดูเก่งไปหมด แต่จริงๆ แล้วถ้าเข้าใจพื้นฐาน คุณจะสนุกกับมันได้อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือการเลือกโหมดที่เหมาะกับตัวเอง ฝึกการควบคุมให้คล่อง และค่อยๆ เรียนรู้ระบบเกมอย่างต่อเนื่อง เพราะ COD เป็นเกมที่ให้รางวัลกับประสบการณ์ ยิ่งเล่นเยอะ ยิ่งเก่งไว
โหมดการเล่นหลัก
ใน Call of Duty มีโหมดให้เลือกเล่นหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะเน้นสไตล์แตกต่างกันไป ถ้าคุณเข้าใจแนวของแต่ละโหมดตั้งแต่ต้น จะช่วยให้พัฒนาเร็วขึ้นมาก
- โหมดเนื้อเรื่องที่เหมาะกับมือใหม่สุดๆ เพราะไม่มีผู้เล่นจริงมากดดัน คุณจะได้เล่นเป็นตัวละครหลักในภารกิจต่างๆ เช่น บุกฐานศัตรู ลอบสังหาร หรือช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม โหมดนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจระบบยิง ควบคุมอาวุธ และเรียนรู้การใช้สกิลพิเศษไปในตัว
- โหมดสุดคลาสสิกที่ผู้เล่นต้องดวลกันแบบทีมต่อทีม (5v5 หรือ 6v6) บนแผนที่ขนาดกลาง จุดเด่นคือความรวดเร็วและการใช้ทีมเวิร์กสูง คุณจะได้ฝึกทั้งความแม่น การเคลื่อนไหว และการใช้กลยุทธ์ร่วมกับเพื่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนเข้าสู่ระดับ eSports
- โหมดเอาตัวรอดระดับ 100 คน ที่เริ่มต้นด้วยการโดดร่มลงพื้นที่กว้างใหญ่ เก็บอาวุธ เกราะ และเงินเพื่ออัปเกรดอุปกรณ์ ใครรอดคนสุดท้ายคือผู้ชนะ! เหมาะกับสายวางแผนและชอบความตื่นเต้น เพราะต้องคอยฟังเสียงฝีเท้า ระวังด้านหลัง และอ่านวงให้แม่นทุกวินาที
Call of Duty เวอร์ชันที่ใช้แข่งใน eSports
ในวงการ eSports ระดับโลก เกม Call of Duty ถูกยกให้เป็นหนึ่งในแนว FPS ที่มีระบบการแข่งขันสมบูรณ์ที่สุด ทั้งในเรื่องของบาลานซ์เกมเพลย์ ความเสถียรของเซิร์ฟเวอร์ และรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย ปัจจุบันมี 3 เวอร์ชันหลัก ที่ถูกนำมาใช้ในลีกแข่งขันระดับโปร ได้แก่ Call of Duty: Modern Warfare II, Call of Duty: Warzone, และ Call of Duty Mobile (CODM) ซึ่งแต่ละเวอร์ชันก็มีเสน่ห์ จุดเด่น และสไตล์การเล่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป
Call of Duty: Modern Warfare II (2022)
เป็นหัวใจหลักของรายการแข่งระดับโลกอย่าง Call of Duty League (CDL) ลีกอย่างเป็นทางการที่รวบรวมทีมระดับโปรจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Atlanta FaZe, OpTic Texas, หรือ Toronto Ultra ที่เป็นตำนานของวงการ FPS การแข่งขันใช้รูปแบบทีม 5v5 โดยมีโหมดหลักคือ Hardpoint, Search & Destroy, และ Control ซึ่งเป็นโหมดที่ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำและการประสานงานระดับทีมแบบเรียลไทม์ สนามที่นิยมใช้ในภาคนี้คือ Embassy, Hotel, และ Mercado Las Almas ที่แต่ละแผนที่จะบังคับให้ผู้เล่นวางกลยุทธ์และแบ่งหน้าที่กันอย่างรัดกุม
อาวุธที่ได้รับความนิยมในสนามแข่ง MWII ได้แก่ TAQ-56 (AR) สำหรับแนวกลางที่ต้องยิงแม่นและควบคุมแรงดีดได้ดี, VASNEV-9K (SMG) สำหรับผู้เล่นสายบุกที่ต้องเคลื่อนไหวไว และ SP-X 80 (Sniper) สำหรับซุ่มยิงระยะไกลแบบโปร ส่วนระบบสกินในภาคนี้เน้นเรียบหรู ใช้สกิน Operator เช่น Ghost, Soap, และ Price ที่เป็นตำนานจากซีรีส์ Modern Warfare พร้อม Battle Pass ที่ปลดล็อกอาวุธใหม่ แพ็กเกจสกินลับ และ XP Boost สำหรับสายแข่งโดยเฉพาะ
Call of Duty: Warzone
เวอร์ชัน Battle Royale ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของวงการ FPS eSports เพราะมัดรวมผู้เล่นกว่า 100 คนลงในสนามเดียวเพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย การแข่งขันใหญ่ระดับโลกอย่าง World Series of Warzone (WSOW) ได้รับความนิยมสูงสุดในยุโรปและอเมริกา Warzone โดดเด่นด้วยระบบ Loadout Customization ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเลือกอาวุธคู่ใจได้เอง ทำให้ทุกทีมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แผนที่ยอดนิยมอย่าง Verdansk, Caldera, และล่าสุด Al Mazrah ต่างถูกออกแบบให้มีทั้งพื้นที่เมือง, ทุ่งโล่ง, และจุดสูงที่เหมาะกับสไนเปอร์ อาวุธที่มักเห็นใน Warzone ได้แก่ M4A1, Kastov-74u, และ Fennec 45 เพราะสมดุลทั้งในระยะกลางและระยะใกล้ สำหรับสายแฟชั่นก็ไม่พลาด “สกินลายทอง” และ “Camo ลายเพชร Damascus” ที่ต้องปลดล็อกผ่านการทำ Challenge แบบโหดสุดๆ ขณะที่ Battle Pass ของ Warzone จะให้ของรางวัลทั้งอาวุธใหม่ สกินรถพาหนะ และการ์ดพิเศษสำหรับปรับแต่ง Loadout ให้แรงกว่าเดิม
Call of Duty Mobile (CODM)
สุดท้ายคือ Call of Duty Mobile (CODM) ที่ถือเป็นเวอร์ชันมือถือที่ถูกยกให้เป็นเกม eSports ระดับเอเชีย ด้วยความสะดวกที่เล่นได้ทุกที่ แต่ยังคงความมันระดับพีซีไว้ครบถ้วน การแข่งขันอย่าง CODM World Championship และ Garena CODM Championship มีเงินรางวัลมหาศาลและได้รับการถ่ายทอดสดทั่วโลก จุดเด่นของ CODM คือความเร็วของเกมและระบบควบคุมที่ปรับแต่งได้ละเอียดสุด ทั้งระบบยิงอัตโนมัติ การปรับเล็ง การเคลื่อนไหวแบบสไลด์ และการใช้สกิล Operator เช่น Purifier, Kinetic Armor, หรือ Sparrow
แผนที่ยอดนิยมใน CODM เช่น Nuketown, Summit, และ Firing Range ถูกออกแบบให้สมดุลกับการเล่นทั้งโหมด Domination, Hardpoint, และ Search & Destroy อาวุธที่เป็นที่นิยมในสายแข่งมีตั้งแต่ KRM-262 (Shotgun) สำหรับระยะประชิด ไปจนถึง DL Q33 (Sniper Rifle) สำหรับสายยิงไกล ส่วน Battle Pass ของ CODM ถือว่าคุ้มสุด เพราะให้รางวัลเยอะมาก ทั้งสกินปืนระดับ Legendary, สกินตัวละครสุดเท่, การ์ด XP, และอาวุธใหม่ที่อัปเดตทุกซีซัน ทำให้ผู้เล่นที่จริงจังกับการแข่งขันไม่พลาดที่จะอัป Battle Pass ทุกฤดูกาล
บทสรุป ทำไมต้อง E1 Sport Call of Duty
โดยรวมแล้ว Call of Duty ทั้งสามเวอร์ชันถือเป็น สามเสาหลักของวงการ FPS eSports ที่มีทั้งความแตกต่างและความมันในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Modern Warfare II ที่เน้นทีมเวิร์กสมจริง, Warzone ที่เน้นการเอาชีวิตรอดพร้อมกลยุทธ์, หรือ CODM ที่พกความไวและความสะดวกติดมือไปได้ทุกที่ ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ E1 Sport Call of Duty กลายเป็นสนามแข่งที่รวมทั้งความแม่น ความเร็ว และความคิดเชิงกลยุทธ์ไว้ในที่เดียว
